Loading...
18 มิ.ย. 2561

นานแค่ไหน ถึงจะคืนทุน

Note: 

หลายคนอาจคิดว่าการติดแผง Solar Roof นั้นก็คงให้ผลตอบแทนเหมือนๆกัน ตกลงแล้ว ถ้าคิดจะติดแผงโซลาร์บนหลังคา ต้องใช้เวลาคืนทุนกี่ปี 
การคำนวณจุดคุ้มทุนนี้เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะสำหรับบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากแต่ละครอบครัวใช้เวลาในการอยู่บ้านไม่เท่ากันและใช้ไฟในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างเป็น โฮมออฟฟิศ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ปัจจัยสำคัญเรื่องการคิดจุดคุ้มทุนมาจากเรื่องของต้นทุนการคิดนั่นเอง ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านเลือกวิธี Financing แบบไหน หลักๆแล้วมีด้วยกัน 4วิธี คือ ซื้อเงินสด กู้แบบ Personal Loan หรือสินเชื่อส่วนบุคคล กู้ผ่านบ้าน และกู้พร้อมบ้าน โดยมีวิธีการคำนวณคร่าวๆดังนี้

GettyImages-899321184.jpg
1.ซื้อเงินสด
กรณีคุณซื้อเงินสดลงทุนซื้อแผงเองทั้งหมด ไม่กู้จากธนาคารเลยสักบาท ด้วยกำลังผลิต 3.6 กิโลวัตต์นี้ คุณจะสามารถ ประหยัดค่าไฟได้เดือนละ 2,030.40 บาท หรือปีละ 24,364.80 บาทโดยมีส่วนต่างระหว่างค่าไฟที่ประหยัดปีละ 18,064.80 บาท โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับการฝากเงินประจำ อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.5% ต่อปี ดังนั้นจะให้ดอกเบี้ย 5,355 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 446 บาทต่อเดือน (หลังหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลธรรมดา)

GettyImages-829795622.jpg
2.กู้แบบ Personal Loan
กรณีซื้อแผง โซลาร์รูฟท็อป ราคา 252, 000 บาทเหมือนเดิม ถ้าคุณกู้ผ่านสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ Personal Loan โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 9.9 เปอร์เซ็นต์ จะต้องผ่านเดือนละ 2,690 บาท หรือปีละ 32,280 บาท นาน 9 ปี จึงจะคุ้มทุน โดยต้องจ่ายเพิ่มส่วนต่างระหว่างค่าไฟที่ประหยัดได้ต่อปี (24,364.80 บาท) กับอัตราผ่อนต่อปี (32,280 บาท) อีกปีละ 7,915.20บาท

GettyImages-515749738.jpg
3.กู้ผ่านบ้าน
หากเลือก Financing ผ่านบ้านของเราเอง อัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 4.25 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ปีแรก จากนั้นเพิ่มเป็น 6.5 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ 4-30 ในโจทย์เดียวกันกับข้างต้น ดอกเบี้ยการกู้ด้วยวิธีนี้จะถูกกว่าแบบที่สอง และหากผ่อนกับธนาคาร เดือนละ 1,336 บาท หรือปีละ16,032 บาท รวมกับส่วนต่างค่าไฟที่ประหยัดได้อีก 2,030.40 บาทต่อเดือน หรือ 24,634.80 บาทต่อปีโดยมีส่วนต่างระหว่างค่าไฟที่ประหยัดได้กับอัตราค่าผ่อนบ้าน ปีละ 8,332.80 บาท ใช้เวลา 30 ปีถึงจะคุ้มทุน

GettyImages-686457938.jpg
4.กู้พร้อมบ้าน
ในกรณีที่เราซื้อบ้านกับโครงการ เราจะได้ต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าในฐานะที่ Solar Roof ถือเป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้าน รวมถึงเวลากู้เงินไปกับการซื้อบ้านเลยนั้น เราก็จะได้รับโปรโมชั่นดีๆ ไปพร้อมกับบ้านด้วยค่ะ

กลับมาที่ตัวอย่างเดิม ถ้าซื้อบ้านที่มีโซลาร์ติดมาให้ จะสามมารถกู้ได้แบบดอกเบี้ยบ้าน ระยะเวลา 30 ปี โดยปีแรกดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปีที่ 4-30 ขยับเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ ค่าผ่อนกับธนาคารจะอยู่ที่ 14,928 บาท โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้คือ 24,364.80 บาทต่อปี นั้นหมายความว่า หากเรานำค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดได้ มาหักกับค่าผ่อนธนาคารต่อปี ยังมีส่วนต่างอีก 9,436.80 บาท

ขณะเดียวกันการซื้อไปพร้อมกับบ้านในโครงการยังจะช่วยให้เราได้บริการที่ครบวงจรในการติดตั้งด้วย หากเจ้าของโครงการเป็นผู้ติดตั้ง Solar Roof ให้ 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ คุณภาพของวัสดุของ Solar Roof ซึ่งหลักๆในตลาดมีด้วยกัน 2 แบบคือ แบบ Crystalline กับ Thin Film สำหรับภูมิอากาศแบบบ้านเรา การติดแบบ Thin Film จะได้ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า หรือ Energy Yield ที่ดีกว่าเนื่องการเทคโนโลยีมีจำนวนชั่วโมงในการรับแสงมากกว่า ขณะเดียวกันแสงแดดไม้ต้องจ้ามากก็สามารถรับแสงได้ โดยเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้า อย่างไรก็ดี เนื่องจาก Thin Film เป็นเทคโนโลยีใหม่กว่า Crystalline จึงมีการเก็บข้อมูลด้านอายุการใช้งานที่น้อยกว่า ส่วนแบบ Crystalline มีข้อมูลยืนยันอายุการใช้งานยาวนานกว่า 30 ปี

ก่อนที่จะเลือกซื้อ Solar Roof มาติดที่บ้านจึงควรคำนวณถึงเรื่องของต้นทุนที่เกี่ยวข้องในการติด ทั้งต้นทุนการเงินและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งขณะเดียวกันก็ต้องมาทำความเข้าใจในรายละเอียดทางเทคนิคของแผ่นโซลาร์รูฟ ที่เอามาใช้ต้องมีการพิจารณาทั้งราคา ความทนทาน ประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน

อย่าลืมว่าการลงทุนติด Solar Roof เป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าเกิดปัญหาทั้งๆที่ใช้ไปได้ไม่กี่ปี ก็จะทำให้เงินที่ลงทุนไปไม่คุ้มค่ากับเวลา 25ปี ที่คิดว่าจะเก็บดอกผลจากการติดโซลาร์เซลล์ค่ะ

ที่มาจากหนังสือ บ้านโซลาร์ อยู่เย็นคุ้มยาว 

รวบรวมเนื้อหาสาระ ส่งมอบความสุข ความบันเทิง ให้เพลิดเพลินไปกับการอ่าน
Facebook: http://bit.ly/sena_facebook
Youtube: http://bit.ly/sena_youtube