Loading...
23 มี.ค. 2561

พลังแห่งการ Disruption

Note: 

ดิฉันได้มีโอกาสอ่านหนังสือ No Ordinary Disruption: The Four Global Forces Breaking All The Trends ที่ร่วมกันเขียนขึ้นโดย Richard Dobbs, James Manyika และ Jonathan Woetzel จากสถาบัน McKinsey Global Institute ซึ่งเป็นเสมือนแผนกวิชาการของ McKinsey ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเศรษฐกิจชั้นนำของโลกในหนังสือเล่มนี้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจในแง่ของพลังหลักของโลกที่จะมานำการเปลี่ยนแปลงจนเกิดการ Disruption ครั้งใหญ่ของโลกในอนาคตในช่วงทศวรรษหน้า โดยในหนังสือเล่มนี้ได้ระบุพลังหลัก 4 อย่างด้วยกันที่จะมากำหนดทิศทางโลกในอนาคตค่ะ

GettyImages-853342740.jpg
พลังแรก เลยที่จะกำหนดทิศทางของโลกในอนาคตก็คือ การขยายตัวของเมืองหรือ Urbanization เรื่องของการขยายตัวของเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีการเกิดและเติบโตของเมืองใหญ่ๆของโลกในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามพลังของ Urbanization จะยังคงทำงานและส่งผลมากขึ้นในอนาคต ทั้งเนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางขึ้น ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า สัดส่วนของประชากรทั่วโลกที่ดำรงชีพในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน (1.90 ดอลลาร์ต่อวัน ณ มูลค่าเงินของปี 2011) ลดลงจาก 35.3% ในปี 1990 ลงมาเหลือ 10.7% ในปี 2013 สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวมากของเศรษฐกิจโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้คนมีรายได้สูงขึ้น ทุกคนก็ย่อมแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเมืองใหญ่ๆมีความสะดวกที่เพียบพร้อมในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง โอกาสทางเศรษฐกิจ ทำให้ในอนาคตเมืองใหญ่ๆจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและการบริโภคของกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง

พลังที่ 2 ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในทศวรรษหน้าก็ คือเรื่องของเทคโนโลยี ในทุกๆ วัฏจักรของการเติบโตเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอยู่เสมอ เพียงแต่ในรอบนี้จะแตกต่างจากเดิมเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมีอัตราเร่งที่รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนจากการใช้โทรศัพท์แบบ Fixed-Line เป็นหลักมาเป็นมือถือ หรือการที่อินเตอร์เน็ตแพร่หลายนั้น ทั้ง 2 อย่างใช้เวลามากกว่า 10 ปีกว่าจะมีการใช้งานทั่วโลก ขณะที่ Smart Phone และ Social Media นั้นใช้เวลาแค่ 5 ปีก็มีผู้ใช้งานทั่วโลกแล้ว ขณะเดียวกันเราได้เห็นการพัฒนาอุปกรณ์ไอทีต่างๆที่มีความเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้นทุกๆปี เช่นเดียวกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆที่ใช้เวลาสั้นลงเพราะเรามีเครื่องมืออย่าง Big Data, AI ช่วยในการวิจัยและพัฒนา

GettyImages-936603126.jpg
พลังที่ 3 ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอนาคตมาจากเรื่องของ Aging Society ค่ะโดยนิยามของ Aging Society หรือสังคมสูงอายุนั้นกำหนดให้ประเทศใดก็ตามมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่โครงสร้างประชากรเท่านั้น แต่พฤติกรรมคนในยุคนี้จะหันมาใส่ใจสุขภาพในลักษณะของการป้องกันแทนที่การรักษากันมากขึ้น ขณะเดียวกันคนสูงอายุในอนาคตก็จะมีสุขภาพที่ดีด้วยค่ะ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและรูปแบบการใช้ชีวิตดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดรูปแบบการบริโภคใหม่ๆเกิดขึ้น ตอนนี้เราเริ่มเห็นสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นบ้าน ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การดูแลสุขภาพ อาหาร ที่ออกมาเอาใจสังคมสูงวัยมากขึ้น

พลังที่ 4 ที่กำหนดโลกในอนาคตนั้นเป็นเรื่องของโลกที่เล็กลงและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการค้า การเงิน ข้อมูลข่าวสาร และคน ทั้งนี้เนื่องจากการขยายตัวของอินเตอร์เน็ตและกฎระเบียบของรัฐที่มุ่งเน้นการเปิดเสรีและลดขั้นตอนในการทำธุรกิจให้คล่องตัวเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของตนเองในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการเดินทางที่ลดลงก็ช่วยให้คนและสินค้ามีการเคลื่อนตัวได้คล่องขึ้น ตลาดการค้าใหม่ๆในโลกอนาคตจะเกิดการเชื่อมโยงและการแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลกมากขึ้นค่ะ

โดยสรุปแล้ว พลังใหญ่ทั้ง 4 จะเป็นตัวขับเคลื่อนโลกในทศวรรษในแง่ที่จะก่อให้เกิดตลาดของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่จะเป็นผู้มีรายได้สูงในเมืองและผู้สูงอายุ โลกในอนาคตจะเป็นโลกที่จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นจากผู้เล่นในทุกภูมิภาคทั่วโลกและมีความรวดเร็วและเข้มข้นขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน การสร้างนวัตกรรมและการผลิตสินค้าที่เข้าใจกลุ่มผู้บริโภคในยุคหน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต

รวบรวมเนื้อหาสาระ ส่งมอบความสุข ความบันเทิง ให้เพลิดเพลินไปกับการอ่าน
Facebook: http://bit.ly/sena_facebook
Youtube: http://bit.ly/sena_youtube 
Drkessara: http://bit.ly/drkessara