Loading...
03 พ.ย. 2560

IQ และ EQ ในโลกของการทำงาน

Note:

IQ และ EQ ในโลกของการทำงาน

ไม่นานมานี้ดิฉันได้ยินคำพูดหนึ่งของ Jack Ma มหาเศรษฐีชาวจีนผู้ก่อตั้ง Alibaba เกี่ยวกับเรื่องการทำงาน เขากล่าวว่าถ้าให้เขาเลือกระหว่างคนที่มี IQ สูงกับ EQ สูง เขาจะเลือกคนที่มี EQ สูงมาทำงานร่วมกับเขา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดกันมากในวงการธุรกิจและการบริหาร ดิฉันในฐานะที่ทำงานทั้งในภาคเอกชนและเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้วยก็อยากร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้กับผู้อ่านในบทความตอนนี้

GettyImages-678860582.jpg
IQ นั้นเป็นสิ่งที่วัดความฉลาดในเชิงตรรกะ การคิดเป็นเหตุผล ความรู้ทางวิชาการเฉพาะทาง ขณะที่ EQ นั้นจะวัดความฉลาดทางด้านอารมณ์ค่ะ หากให้มองในฐานะของนักวิชาการแล้วดิฉันเห็นว่า การมี IQ สูงๆนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากหากเราต้องทำงานในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับความรู้ไม่ว่าจะเป็นในฐานะของอาจารย์ นักวิชาการ หรือนักวิจัยค่ะ ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติของงานด้านอาจารย์หรือการวิจัยนั้นมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการทำงานมากๆ อีกทั้งการที่เรารู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลนั้นจะช่วยให้เราสามารถตอบปัญหาทางวิชาการจากนิสิตนักศึกษาได้ดีและช่วยให้เราสามารถตั้งโจทย์การวิจัยใหม่ๆที่น่าสนใจเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆทางวิชาการได้ อีกทั้งโดยธรรมชาติของงานอาจารย์หรือนักวิจัยนั้นก็เป็นงานที่ทำคนเดียวหรือเกี่ยวข้องกับคนไม่มากนักค่ะ ทำให้ทักษะด้าน IQ เป็นด้านหลักที่จำเป็นอย่างมากในสายอาชีพนี้

ทีนี้หากเรามองในโลกของการทำงานในองค์กรธุรกิจจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนกับงานวิชาการค่ะ การทำงานในองค์กรธุรกิจนั้นมีลักษณะของการทำงานที่ต้องทำงานร่วมกับผู้คนมากมายทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายตามพันธกิจที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งแต่ละส่วนงานก็จะมีกลยุทธ์การทำงานเพื่อให้ส่งต่องานของตนจนประกอบเป็นความสำเร็จในภาพรวมตามที่องค์กรตั้งเป้าไว้ ณ จุดนี้การทำงานในองค์กรจึงมีธรรมชาติไม่ต่างจากโรงงานที่มีงานย่อยๆที่ทุกคนต้องทำตามสายการผลิตเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาคือสินค้าที่เราจะนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าต่อไป



GettyImages-507753272.jpg
IQ นั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานค่ะ การที่เราจะทำงานส่วนของเราให้ดีและถูกต้องได้นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้เฉพาะทางเช่น บัญชี การเงิน การตลาด การออกแบบ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีคนอื่นๆ ในองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกับเราและต่างก็ต้องนำงานของตัวเองมาประสานกันเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กรตามพันธกิจที่ตั้งไว้ค่ะ


การทำงานในองค์กรก็เปรียบเสมือนว่าตัวเรามีหน้าที่ตัดกระดาษให้ได้ตามขนาดที่ได้รับมอบหมายเพื่อส่งต่อไปประกอบเป็นกล่องเพื่อบรรจุสินค้าก่อนนำไปวางขายนอกโรงงาน หากเรามุ่งแต่นั่งตัดกระดาษให้ถูกต้องตามขนาดแล้ววางกองๆเอาไว้โดยไม่แยกแยะว่ากระดาษที่ตัดมามีขนาดใดบ้าง ไม่มีสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานว่ากระดาษเสร็จเท่าไหร่แล้ว วางอยู่ตรงไหน แม้ว่าเราจะทำงานเสร็จตามหน้าที่และออกมาตรงตามกำหนด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เกื้อหนุนให้ส่วนอื่นในสายพานทำงานต่อไปได้ อีกทั้งอาจจะหน่วงให้งานส่วนอื่นในสายพานล่าช้าและมีปัญหาตามไปด้วยค่ะ ตรงนี้คือตัวอย่างของการทำงานของคนที่มีแต่ IQ แต่ขาด EQ ค่ะ ตรงกันข้ามหากเราทำงานโดยที่มี IQ และ EQ ประกอบกัน นอกจากงานที่เราทำจะออกมาสำเร็จตามที่กำหนดแล้ว เราก็จะสามารถประสานผลงานของเราเข้ากับของคนอื่นและทำออกมาให้เกิดความสำเร็จในภาพใหญ่ได้ค่ะ เพราะคนที่มี EQ จะใส่ใจในความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานและเข้าใจในความต้องการของเขา แม้เราจะเป็นคนที่ไม่ได้มี IQ สูงมาก แต่หากเราเป็นคนที่มี EQ ดีจะช่วยให้เราพูดคุยขอคำแนะนำเพื่อพัฒนาตัวเองจากเพื่อนร่วมงานได้ง่าย อีกทั้งเราอาจจะได้ความรู้อื่นๆนอกเหนือจากที่คาดหวังด้วยหากเราแสดงศักยภาพของและทัศนคติที่ดีต่อการทำงานออกมาให้เขาเห็นค่ะ

GettyImages-641194368.jpg
โดยสรุปแล้ว IQ และ EQ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำงาน โดย IQ นั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราทำงาน “เสร็จ” ได้ตามที่ได้รับมอบหมายมา ขณะที่ EQ นั้นจะช่วยให้เราสามารถส่งต่องานและประสานกับคนอื่นๆ ในองค์กรและนำมาซึ่ง “ความสำเร็จ” ในการบรรลุพันธกิจขององค์กรในภาพใหญ่และย้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในการทำงานของเราด้วยค่ะ

รวบรวมเนื้อหาสาระ ส่งมอบความสุข ความบันเทิง ให้เพลิดเพลินไปกับการอ่าน
Facebook:  http://bit.ly/sena_facebook
Youtube:    http://bit.ly/sena_youtube
Drkessara: http://bit.ly/drkessara