Loading...
02 September 2016

บทเรียนจากทริปเกาหลี

สัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสไปทริปเยือนประเทศเกาหลีใต้ค่ะ ไปเกาหลีใต้งวดนี้ก็ไม่ได้แวะไปไหนมากมายค่ะ หลักๆคืออยู่แค่ในกรุงโซลเท่านั้นค่ะเพราะต้องเข้าร่วมงานสัมมนาที่นั่น แต่แม้จะอยู่แค่ในกรุงโซลก็ตามดิฉันก็ได้รับบทเรียนและข้อคิดดีมากมายมาเล่าสู่กันฟังแก่คุณผู้อ่านและเห็นว่าบทเรียนที่ได้จากที่นี่ก็มีคุณค่าต่อการนำไปพัฒนาสังคมไทยด้วยเช่นกันค่ะ

บทเรียนแรกเลยที่ได้รับจากทริปเกาหลีในครั้งนี้คือ เราจะเห็นได้ชัดค่ะว่าประเทศเกาหลีนั้นเป็นสังคมที่ทำงานหนักจริงๆค่ะ เรื่องของการทำงานหนักนั้นดิฉันสัมผัสได้ชัดเจนจากการเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ค่ะ โดยงานสัมมนาที่ดิฉันเข้าร่วมนั้นจัดกันตั้งแต่ 9.00 น.ไปจนถึง 18.00 น.เลยค่ะ ซึ่งหากเทียบมาตรฐานปกติของบ้านเรานั้นการจัดสัมมนาแบบเต็มวันโดยทั่วไปนั้นก็จะแบ่งครึ่งเช้ากับบ่ายเท่าๆกันค่ะโดยมีพักเที่ยงขั้น โดยงานสัมมนาเต็มวันโดยทั่วไปนั้นจะจัดระหว่าง 9.00 น.ไปจนถึง 16.00 น.ค่ะ แต่กรณีของเกาหลีนั้นสะท้อนได้ชัดว่าคนที่นี่จริงจังกับการทำงานและทำงานหนักจริงค่ะ ซึ่งการทำงานหนักเองก็เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประเทศนี้ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจและเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบันค่ะ

บทเรียนที่ 2 ที่ได้จากทริปเกาหลีก็คือ ประเทศเกาหลีใต้นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง และละครโทรทัศน์มากมายค่ะ ทุกวันนี้เราจะเห็นรายการทีวีเกาหลีมากมายได้รับความนิยมจากคนไทยด้วยค่ะ ซึ่งแต่ก่อนนั้นดารานักร้องเกาหลีนั้นไม่เป็นที่นิยมในบ้านเราและในระดับภูมิภาคค่ะ จะมีก็แต่ดารานักร้องญี่ปุ่นค่ะที่ได้รับความนิยมและโด่งดังในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันต้องถือว่าประเทศเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากค่ะในการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน และนอกจากการส่งออกเนื้อหาทางวัฒนธรรมและความนิยมในตัวบุคคลแล้ว ประเทศเกาหลียังนำเอาบรรดาไอดอลดารานักร้องเกาหลียอดนิยมมาผูกเป็นเรื่องราวและสร้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยค่ะ ดิฉันลองไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแนวนี้ในกรุงโซลเขาก็จะจัดเป็นโซนๆสร้างเป็นรูปปั้นนักร้องชื่อดังอย่าง Girl Generation หรือ SNSDขึ้นมาและมีการผูกโยงเรื่องราวแบบละคร series ชื่อดังออกมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวค่ะ ซึ่งตรงนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากและดึงรายได้ท่องเที่ยวเข้ามามากค่ะ บทเรียนตรงนี้แสดงให้เห็นถึงการสร้างการท่องเที่ยวขึ้นมาจากจุดเด่นที่มีและนำเสนออย่างสร้างสรรค์ค่ะเพราะต้องไม่ลืมว่าหากเทียบกับบ้านเราแล้วประเทศเกาหลีไม่ได้มีจุดเด่นด้านภูเขาหรือทะเลที่งดงามแบบบ้านเราค่ะ จึงต้องดิ้นรนขวนขวายสร้างธุรกิจตรงนี้ขึ้นมาเสริมรายได้เข้าประเทศค่ะ

บทเรียนข้อสุดท้ายที่ดิฉันประทับใจมากในทริปครั้งนี้คือการได้ไปเยือนบริษัทซัมซุงในส่วนที่เรียกว่า Samsung d’light store ค่ะ ซึ่ง concept ของร้านนี้ต้องการสื่อถึงการเป็นผู้นำในการจุดแสงสว่างด้านเทคโนโลยีดิจิตอลของซัมซุงค่ะ โดยจุดเด่นของอาคารนี้คือเน้นไปที่การบอกว่าซัมซุงจะทำอะไรในอนาคตค่ะ โดยตัวอย่างก็เช่นเรื่องของ Smart Home ที่จัดแสดงไว้มากมายค่ะ ซัมซุงนำเสนอว่าในอนาคตเมื่อเราเปิดตู้เสื้อผ้าออกมา กระจกในตู้จะทำการวิเคราะห์สภาพผิวให้เราอย่างละเอียดและแนะนำการใช้ครีมที่เหมาะสมค่ะ นอกจากนั้นแล้วกระจกตัวนี้ยังช่วยให้เราสามารถลองเสื้อผ้าผ่านการฉายภาพทาบลงบนตัวด้วยค่ะ นอกจากนั้นแล้วซัมซุงยังนำเสนอบ้านในอนาคตที่มีแบตเตอรี่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าในบ้านด้วยค่ะเราจะใช้ไฟเท่าไหร่ กักเก็บเท่าไหร่เพราะอนาคตบ้านก็จะติดแผงโซลาร์ด้วยค่ะ

แต่ที่น่าประทับใจกว่านั้นอีกก็คือ ที่ Samsung d’lightนั้นจะมีการจัดพื้นที่ให้เด็กเข้ามาทดลองอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างสะดวกค่ะ เด็กๆจะได้ทดลองกดนั่นกดนี่ได้ตามใจเขาค่ะ ซึ่งตรงนี้เท่ากับเป็นการช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้กับเด็กไปในตัวด้วยค่ะ ที่สำคัญยังเป็นเหมือนการเตรียมความพร้อมให้เด็กรุ่นนี้ก้าวสู่โลกในอนาคตตั้งแต่เล็กด้วยค่ะ

จากบทเรียนทั้งหมดที่ได้มาจากทริปเกาหลีครั้งนี้ดิฉันคิดว่ามีหลายเรื่องที่บ้านเราน่าเก็บมาคิดและต่อยอดการพัฒนาได้ในอนาคตค่ะทั้งในส่วนขององค์กรภาครัฐและเอกชนเองค่ะ ทั้งนี้จะเห็นว่าการปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดเป็นค่านิยมในสังคม การมีกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์ และการให้มีภาคเอกชนมาช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้เป็นบทเรียนที่ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐบ้านเราควรนำมาขบคิด เรียนรู้และประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติค่ะ ซึ่งจะดีต่อการพัฒนาในระยะยาวด้วยค่ะ